untitled ส่งท้ายปีเก่า

posted on 28 Dec 2009 20:53 by canine

ไม่รู้ว่านี่จะเป็น entry สุดท้ายของปีหรือเปล่า ความจริงเหลืออีกสองสามวัน น่าจะเขียนได้อีกสัก entry แต่ไม่แน่ใจว่าจะว่างมั้ย เอาเป็นว่า ถ้ามีอีก ก็นับว่าเป็น entry แถมส่งท้ายปีก็แล้วกันเนอะ

สุขสันต์วันคริสมาสต์และปีใหม่ทุกคนค่ะ ^^

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีสำหรับเจ้าของ blog ค่ะ แน่นอนว่าชีวิตคนเรา จะมีความสุขตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป และเมื่อเราย้อนกลับไปมองมันในฐานะความบ้าบอคอแตกทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นปีที่ดีค่ะ ^^

อาจจะทีละน้อยหรืออย่างช้า ๆ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะทัศนคติการมองโลก รู้สึกตัวนะว่าครึ่งคนเข้าไปแล้ว และเวลาที่ผ่านมาเราก็ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่าเลย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เลยคิดว่าจะลองทำทุกอย่างที่เคยคิดว่าเกลียดหรือไม่ชอบ เพื่อที่จะได้แน่ใจว่า ที่เราเคยคิดว่าเกลียดนั่นน่ะ เราเกลียดมันจริง ๆ หรือเป็นอคติจากการคิดไปเองกันแน่ (การทดลองกินผักทุกชนิดที่ขวางหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าเราเกลียดมันน่ะ สำหรับเราเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้เชียวนะ ถึงจะต้องเก็บไว้ชื่นชมคนเดียวเท่านั้นก็เถอะ)

มันเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำความรู้จักกับตัวเองเพิ่มขึ้นทีละน้อยละเนอะ  ถึงจะน่าอายไปหน่อยที่เริ่มคิดจะทำความรู้จักกับตัวเองเอาเมื่ออยู่กับมันมาตั้งหลายสิบปีแล้วก็เถอะ

มีโปรเจคอะไรเยอะแยะเลยที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ แต่ไม่ได้ทำ ปีนี้จะพยายามทำทุกอย่างเลยค่ะ ถึงจะไม่เสร็จ แต่อย่างน้อยก็จะลงมือทำ จะพยายามรักงานที่ตัวเองทำให้มากขึ้น จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่เรื่องเล็กน้อย จะเปิดตามองทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะหัวเราะให้มากขึ้น จะร้องไห้เสียงดัง ๆ จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองรักในปัจจุบันโดยไม่รอเวลา จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ จะพยายามเป็นคนในแบบที่ตัวเองอยากเป็น

ของขวัญกับการ์ดจากเพื่อน ๆ เริ่มทยอยเดินทางมา จนถึงตอนนี้ก็สิบกว่าชิ้นแล้ว ของที่ได้รับ บางครั้งก็สามารถบอกได้เหมือนกันนะ ว่าคนที่ให้เรา มองว่าเราเป็นคนแบบไหน หรือคาดหวังว่าเราจะเป็นคนแบบไหน ยิ่งของเจ้านายนี่ยิ่งชัดเจนมาก เพราะมักจะได้รับเป็นหนังสือประเภทที่ไม่ต้องตีความเลย เป็นต้นว่า หนังสือเปลี่ยนตัวเองใหม่ใน 5 นาที แปลว่าเจ้านายอยากให้เราอ่านแล้วทำตาม (ซึ่งถ้าเป็นเรื่องการเรียงรองเท้าก่อนเข้าบ้าน หรือการจัดตู้เย็นสักเดือนละหนอย่างในหนังสือ ก็พอจะทำได้อยู่หรอก) หนังสือเรื่องการคบเพื่อน แปลว่าให้หัดมีขอบเขตที่ถูกต้องในการคบเพื่อน อย่าเป็นเจ๊ say yes จนกลายเป็นเบ๊เพื่อนขนาดนี้ เป็นต้น

ส่วนหนังสือเล่มล่าสุดที่ได้มาน่ะเหรอ วิธีระงับความโกรธไงล่ะ ฮ่า ๆ

พูดถึงของขวัญเนี่ย เมื่อก่อนก็คิดเหมือนกันนะว่ามันยุ่งยาก การเลือกของขวัญสำหรับใครสักคน หรือเทศกาลสักอย่าง มันช่างเป็นเรื่องเสียเวลาและเสียมันสมองจริง ๆ แต่เมื่อลองเอาใจใส่กับความชอบของคนที่เราจะให้ และจินตนาการเมื่อเขาได้รับแล้ว การเลือกซื้อของขวัญก็กลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นมา และมันจะสนุกมากขึ้น ถ้าเราใช้วิธีเดินไปเจอแล้วซื้อ ไม่ใช่ตั้งใจไปเลือก ๆ ๆ สักแต่พอให้เสร็จ ๆ ไป

อย่างที่เขาว่าสินะ ของขวัญ หรือ ส.ค.ส. ทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์แล้วเมื่อผู้ส่ง ส่งออกจากมือไปพร้อมกับความรู้สึกเป็นสุขเมื่อคิดว่าคนที่ได้รับจะเป็นสุข

พูดถึง ส.ค.ส. เมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งจะไปค้นแฟ้มเก่า ๆ แล้วเจอ ส.ค.ส. ที่เคยได้รับจากเพื่อน ๆ ตั้งแต่สมัยประถม เก็บลืมเอาไว้นานแล้ว ซองด้านนอกเริ่มเหลือง แต่การ์ดข้างในยังดีอยู่เลย สมัยนั้นเด็ก ๆ ชอบการ์ดใบเล็ก ๆ น่ารัก ๆ มีกากเพชรติดอยู่พอแวบ ๆ เอามาแลกกัน แล้วก็เขียนคำอวยพรบ้าง กลอนบ้างที่ลอกมาจากที่โน่นที่นี่ จำได้ว่าเคยเขียนกลอนให้เพื่อนด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ฉันทลักษณ์อะไรเลย ก็เลยเขียนอะไรมั่ว ๆ ที่คิดเอาเองว่าเป็นกลอนลงไป หวังว่าจะไม่มีเพื่อนคนไหนเอามันมาอ่านตอนนี้นะ แบบว่ามันคงจะน่าอายมาก

มีเพื่อนคนหนึ่งเขียนไว้ว่า "ขอให้มีความดี ไม่วาดรูปอีก" อ่านแล้วสงสัยว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมีความดีเลยหรือเปล่าหว่า แล้วทำไมต้องเลิกวาดรูปด้วยล่ะ?

จะว่าไปแล้ว ปีหน้าน่าจะเป็นปีแห่งความโชคดีของเรานะ อย่างน้อยก็โชคดีมาแล้วสองอย่างละ หนึ่งคือได้รางวัลที่สองจากการจับฉลากของที่ทำงาน อีกอย่างก็คือ เพิ่งจะได้ DVD Red Violin มาล่ะ!

เมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อนเคยซื้อ VCD Red Violin ให้เป็นของขวัญวันเกิด แล้วถูกเพื่อนพี่ชายยืม ๆ แล้วยึดไปเรียบร้อย (เช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหลายสิบเรื่อง - -")  ไม่คิดว่าจะหาซื้อได้อีกแล้ว (การขวนขวายสั่งซื้อใน Amazon เป็นเรื่องเกินความพยายามของเจ้าของ blog) วันนี้เดินไปเจอเข้าเลยรู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ (คือจริง ๆ มันอาจจะมีวางขายมานานแล้ว แต่เจ้าของ blog เป็นคนไม่ค่อยเข้าร้าน CD ถ้าไม่มีเรื่องที่อยากซื้อจริง ๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นวาระโอกาสอันสำคัญยิ่ง)

นี่เรียกว่าเป็นนิมิตหมายอันดีได้สินะ

พูดถึงไวโอลิน ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกอยากจะกลับไปเล่นอีกสักครั้งขึ้นมาละ จริง ๆ ในระหว่างสามเครื่องที่เคยเล่น เปียโน ไวโอลิน กีตาร์ เนี่ย ไวโอลินเป็นเครื่องที่เริ่มเล่นช้าที่สุด เล่นได้น้อยที่สุด และถ้าให้เลือกว่าอะไรที่จะไม่กลับไปเล่นอีก ก็คงจะเป็นไวโอลินนี่แหละ แต่อยู่ ๆ ก็เริ่มรู้สึกอยากเล่นขึ้นมาอีกครั้ง เลยกะว่า ถ้าเคลียร์งานได้ลงตัวกว่านี้อีกนิดแล้ว จะกลับไปเรียนต่อ ถ้าเก่งแล้วจะเล่นเพลง Sadness and Sorrow ลง Youtube กับเค้าบ้างละ! (ซึ่งอาจจะต้องรออีกสักสิบปีละนะ)

หนึ่งในโปรเจคล้านแปดทุ่มทุนสร้างของปีนี้คือ การเขียน fic ทุกเรื่องที่เขียนค้างอยู่ให้จบ (รวมถึงอาจจะรีไรท์เรื่องที่เคยทิ้งไปแล้ว เช่น Enigma) เพื่อนเคยบอกว่า ถ้าเราไม่มีใจให้กับ fandom เก่า ๆ แล้ว จะมัวไปเขียนอยู่ทำไมให้เสียเวลา เขียน fandom ใหม่ดีกว่า เพราะมันอินกว่า ใจมีให้มากกว่า สนุกกว่าด้วย ยอมรับเลยนะว่าตอนที่ได้ยินนั้นรู้สึกเห็นด้วยมาก ๆ แต่เมื่อย้อนกลับไปมองตัวเองแล้ว พบว่า เราไม่เคยหมดรัก fandom ไหนเลย (ด้วยตัวของมันเองน่ะนะ ถ้าเป็นเพราะพฤติกรรมของแฟนเกินล้ำเส้นมากจนเราเบื่อ fandom นั้น ๆ ไปเลยก็อาจเป็นข้อยกเว้น) ถึงเวลาจะผ่านไป และไปอินกับ fandom ใหม่แค่ไหน แต่เมื่อคิดถึง fandom เก่า ๆ บรรยากาศตอนกำลังอินมันก็ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ

หาเรื่องหรือเปล่าไม่รู้ แต่สำหรับ WWE ยังไงเราก็ยังอยู่ในยุคที่เบนวาร์กับเอดดี้ยังไม่ตาย และไม่รีรอเลยที่จะหยิบมาจิ้นต่อ ถ้าใครกลัวผี ไม่ต้องอ่านก็ได้นะ

นอกจาก fic แล้ว ปีนี้ก็อยากวาดรูปให้ได้เก่ง ๆ ซักที เก่งในที่นี้หมายถึง เมื่อดูแล้วเราต้องชอบมันเองได้ (คือในปัจจุบันนี้ยังไม่เคยชอบภาพที่ตัวเองวาดเลย) ท่าน shun เคยบอกให้วาดทุกวัน วันละรูป ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า

เคยไปงานศิลป์แผ่นดินแล้วเขาบอกว่า คนที่จะมาเรียนเขียนลายไทยเพื่อทำงานศิลป์เหล่านี้ ต้องเริ่มจากการนั่งขีดเส้นบนกระดาษ เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง เป็นปี ๆ ถึงจะเริ่มสอนพื้นฐานได้ ตอนที่ได้ยินคิดว่าเวอร์จัง ทำไมต้องทำขนาดนั้นด้วย แต่พอลองทำเองดูบ้างแล้วรู้สึกว่าเข้าใจแล้วละ

อาจจะต้องกลับไปเริ่มฝึกพื้นฐานใหม่สินะ

เริ่มไม่รู้จะเขียนอะไร ฮา เอาเป็นว่าลงรูปต่อให้หมดแล้วกันเนอะ เจ้าของ blog ไปเจ้าหลาวมาค่ะ (อันที่จริงไปวันที่ 26 แต่พิมพ์วันที่ในภาพผิด กร๊าก แต่เอาเถอะ ความจริงมันก็แอบมีภาพที่ถ่ายวันที่ 27 อยู่ด้วยส่วนนึงละนะ) หนึ่งในโครงการทดลองเปลี่ยนแปลงตัวเองค่ะ (คือปกติเป็นคนอยู่ติดที่มาก และเกลียดทะเลสุด ๆ มันเหนียว เค็ม แล้วก็เจ็บด้วย)

กว่าจะถึง เมื่อยมาก อาจจะต้องบอกว่าไม่คุ้มเท่าไหร่สำหรับคนไม่บ้าทะเลอย่างเรา แต่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ไปด้วยก็โอเคแล้วละ

พูดถึงเจ้าหลาวนี่ เคยไปมาแล้วหนหนึ่งตอนยังอยู่มัธยม ไปค่ายวิทยาศาสตร์ มีรูปเป็นที่ระลึกสองสามใบ แต่จำเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ค่อยได้เลยแฮะ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรบ้าง

บางทีก็เคยคิดเหมือนกันว่า เราเป็นเหมือนอย่างเรื่องมฤตยูสีน้ำเงินหรือเปล่า (การ์ตูนโบราณของจิเอะ ชิโนฮาระ ใครไม่เคยอ่านไปหามาอ่านซะ) ความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจำได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วดันนึกไม่ออกเหมือนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง แต่มีคนมาเล่าให้ฟังมากกว่าเลย

เคยคิดว่าเวลาพระอาทิตย์ตกในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านตัวเอง จะทำให้รู้สึกว้าเหว่ เหงา คิดถึงบ้าน แต่เอาเข้าจริง ถ้ามีคนรู้จักยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยกันในตอนนั้น ก็ไม่เหงาหรือว้าเหว่เลย

คนเรา เวลารู้สึกแย่กับอะไรสักอย่าง ถ้ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ก็พอแล้ว

(และจะดีมากถ้าอยู่เงียบ ๆ)

พระอาทิตย์ตกในทะเล...คนข้าง ๆ บอกว่าเดี๋ยวพอมันกระทบน้ำ มันจะดังฉ่า แล้วฟ้าก็จะมืด - -" พอถึงตอนเช้า อพอลโลก็ต้องเอามาจุดใหม่ ซึ่งจะจุดยากมาก เพราะมันชื้นอยู่

จากหน้าต่างห้องนอน ตอนใกล้ค่ำ

 

ดึกแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ~

ป.ล. นั่นแจ็คเก็ตนะ ไม่ใช่กางเกง!

ป.ล. 2 มีคนที่อยากส่งของให้เยอะมาก ๆ เลย แต่มีคะแนนจึ๋งเดียวเอง รอเค้าปั๊มคะแนนก่อนนะตัวเอง โดยเฉพาะท่านที่ส่งมาก่อนแล้ว ขอบคุณมากนะคะ

ป.ล. 3 ขอให้ปีต่อไปเป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนเลยนะ!