ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านการ์ตูนอย่างเป็นจริงเป็นจังมานานมากแล้ว

ที่ว่าไม่ได้อ่านการ์ตูนอย่างเป็นจริงเป็นจังนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่อ่าน จริง ๆ ก็อ่านอยู่ เพียงแต่ไม่ลุ่มหลงเข้มข้นเหมือนสมัยเด็ก ๆ ที่บ้าคลั่งซื้อการ์ตูนเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ละเล่มอ่านเกินยี่สิบสามสิบรอบ อ่านจนไม่เหลืออะไรจะให้อ่าน อ่านจนท่องไดอะล็อกได้ก็ยังอ่าน แถมยังรอคอยเล่มต่อไปอย่างใจจดใจจ่อแทบนับวันนับคืนรอ

สมัยนี้ข้าพเจ้าอ่านการ์ตูนแบบอ่านไปงั้น ๆ อ่านไปแกน ๆ เล่มใหม่ออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เล่มเก่าเนื้อหาจบลงตรงไหนก็ไม่ได้จำ อ่านเพราะรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองโตแล้ว ความรู้สึกลุ่มหลงล้ำลึกที่เคยมีเหมือนสมัยยังเด็กมันเลยคลายลง หรือว่าการ์ตูนสมัยนี้มันไม่ค่อยหลากหลายเหมือนสมัยสำนักพิมพ์ไพเรทยังครองเมือง เมื่อไม่ต้องคิดมากว่ามันจะขายได้คุ้มค่าลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็เลยมีแม้กระทั่งการ์ตูนประเภท 'เหี้ยไรวะเนี่ย' ออกมาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

(จริง ๆ แล้ว การ์ตูนลิขสิทธิ์สมัยนี้ก็มีไอ้ประเภท 'เหี้ยไรวะเนี่ย' ให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน)

ว่ากันตามจริง ก็ไม่ใช่ว่าการ์ตูนรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาจะไม่มีที่ดี ๆ ชอบ ๆ อย่างนักโทษประหาร 042 (เราชอบแต่คนอื่นคงไม่ชอบ เล่มสุดท้ายเลยราคาแทบจะต้องขายนามาซื้ออ่าน), อิคิงามิ หรือ Top Secret (ไม่เกี่ยวอะไรกับหนังสือขายดีที่โฆษณากันตูมตามตามร้านหนังสือนั่นซักนิด) แต่ชอบมันก็แค่ชอบ ชอบแล้วก็อ่าน อ่านแล้วก็จบไป อาจจะเอาไปคิดบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดื่มด่ำซาบซึ้งเหมือนเวลานั่งอ่านการ์ตูนสมัยก่อน

กำลังเข้าใจว่าตัวเองคงจะแก่ คงจะไร้จินตนาการ คงจะอ่านการ์ตูนแบบเนือย ๆ เซ็ง ๆ ไม่สนุกอีกแล้วไปตลอดชาติ

ก็พอดีมาเจอกับการ์ตูนเล่มนี้เสียก่อน

Detroit Metal City
เอื้อเฟื้อรูปโดยไม่ได้บอกเจ้าของ จาก Amazon ฝรั่งเศส

Detroit Metal City - การ์ตูนที่ทำให้การเดทกลายเป็นการนั่งเอาจมูกชนหน้าหนังสือแล้วหัวเราะกั่ก ๆ ๆ ใส่หม้อสุกี้เดือดปุด ๆ

หากคุณไม่เคยอ่านมาก่อน Detroit Metal City เป็นเรื่องของโจฮาเนส เคราเซอร์ที่ 2 (ใครช่วยบอกทีว่าเคราเซอร์ที่ 1 เป็นใคร?) นักร้องและมือกีตาร์วง Death Metal (เขาว่ามางี้ แต่จริง ๆ เจ้าของ blog ไม่รู้ว่า Death Metal คืออะไร ต่างกับ Heavy Metal ตรงไหน แล้ว Nu Metal แยกออกมาด้วยอะไร...หากมีผู้รู้กรุณาอรรถาธิบายก็จะเป็นพระคุณ) ชื่อ Detroit Metal City เหมือนกับชื่อเรื่องนั่นแหละ วงดนตรีวงนี้เป็นวงดนตรีใต้ดินระดับเทพเมทัล มีแฟน ๆ ติดตามเลื่อมใสมากมาย ทั้งด้วยเพลงที่โดนใจ และประวัติศาสตร์อันแสนสะใจของนักร้องนำ

กล่าวกันว่า เมื่อแรกเกิด เคราเซอร์ก็พูดออกมาว่า "ฆ่าฉันเถอะ" (ไม่มีรายละเอียดว่าบอกกับพ่อ กับแม่ กับหมอตำแยหรือกับพยาบาลทำคลอด) และเมื่อเติบโตขึ้น เคราเซอร์ก็ฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่ และคงจะกลายเป็นฆาตกรโหดแสนชั่วร้ายไปแล้วถ้าไม่ได้มาเป็นนักดนตรี (ไอ้ที่ทำมาแล้วยังไม่เรียกว่าฆาตกร?) นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่าถึงแม้ตอนนี้จะเป็นนักดนตรีแล้ว แต่เคราเซอร์ก็ยังไม่คลายความชั่วร้ายที่ติดมากับกมลสันดาน วันดีคืนร้าย เคราเซอร์กับเพื่อนร่วมวงทั้งสอง (จากี้ซามะมือเบส กับคามิวส์มือกลอง) ก็ยังคงร่วมมือกันทำเรื่องชั่วช้า อย่างการฆ่าตำรวจ หรือข่มขืนหญิงสังเวยอยู่เป็นเนืองนิจ

เนื้อหาลัดดาน่าแบน

ลืมไอ้ที่เขียนข้างบนนั่นซะ ล้างหน้าแล้วมาดูกันใหม่ อันที่จริงเคราเซอร์ไม่ได้ชื่อเคราเซอร์ เคราเซอร์เป็นแค่ตัวตนยามเมคอัพยังติดทนอยู่บนหน้าของเนงิชิ โซอิจิ ชายหนุ่มหน้าเด๋อด๋าธรรมดา ๆ จากอินุไก ซึ่งมุ่งหน้าจากบ้านมาสู่โตเกียวด้วยความหวังว่าอยากเป็นนักร้องเพลงรักหวานซึ้งตรึงอารมณ์ที่ทำให้คนฟังซาบทรวงสะท้านด้วยความอบอุ่นและบรรยากาศอันแสนหวานเหมือนกุหลาบงามยามบาน...แต่โลกไม่ได้ง่าย และอะไรที่โซอิจิอยากร้องก็ไม่มีคนอยากฟัง โซอิจิเลยต้องกลายมาเป็นเคราเซอร์ ร้องเพลงกระโชกโฮกฮากด่าพ่อล่อแม่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองรักแม่จะตาย โทรศัพท์ไปอ้อนแม่ทุกเย็น

ในขณะที่แฟน ๆ บ้าคลั่งกันจะเป็นจะตาย ทุกครั้งที่จบคอนเสิร์ต โซอิจิกลับต้องมานั่งคอตก ห่อเหี่ยวกับการแสดงแสนดิบเถื่อนที่ตัวเองทำลงไป และถึงแม้จะไม่ได้อยากทำสักหน่อย แต่โซอิจิกลับสวมบทบาทนักดนตรีนรกแตกนั่นได้อย่างสมจริงสมจังขนาดที่ไม่เคยมีใครพิศวงสงสัยในความชั่วร้ายของเคราเซอร์เลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่ข่าวลือฆ่าพ่อล่อแม่แต่ละอย่างที่ออกมา มันสุดแสนจะเหลือเชื่อ

แถมสถานการณ์ตกกะไดพลอยโจนแต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้โซอิจิถลำลึกลงกับความเป็นเคราเซอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

(ทำไมรู้สึกว่าตัวเองเล่าแล้วกลายเป็นการ์ตูนชีวิตออกแนวโอชินไปซะเฉย ๆ? ความจริงการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลกโปกฮานะ)

อ่านแล้วตลกดี เป็นการ์ตูนเรื่องแรกในรอบหลายปีที่อ่านซ้ำได้มากกว่าสิบรอบภายในเวลาไม่กี่วัน แล้วก็หัวเราะไปกับสถานการณ์เปิ่น ๆ เป๋อ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ที่โซอิจิต้องเผชิญแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้ทุกครั้ง

มันสนุก เพราะเคราเซอร์ไม่ได้เป็นเคราเซอร์ แต่เป็นโซอิจิ และก็สนุกตรงที่โซอิจิไม่ได้เป็นโซอิจิ แต่ต้องเป็นเคราเซอร์

(ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่แอบนึกวูบไปถึง J-Rock สมัย X-Japan เข้ามาฮิตในไทยใหม่ ๆ ข่าวสารอะไรยังไม่ค่อยมี มีคนกุข่าวเล่าเป็นตุเป็นตะว่า Yoshiki นุ่งกระโปรงไปเรียนมัธยมบ้าง มีเด็กรุ่นน้อง -ซึ่งต่อมาเป็นนักร้องหรือนักดนตรีอะไรซักวงนี่แหละ จำไม่ได้- มาสารภาพรักบ้าง น่าสงสัยว่าโรงเรียนมัธยมในญี่ปุ่นนี่มันมีอยู่โรงเรียนเดียวหรือไง นักดนตรีหน้าไหน ๆ เลยต้องมาเรียนโรงเรียนนี้หมด...ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าเชื่อขนาดนั้น ก็ยังอุตส่าห์มีคนเชื่อเข้าไปได้ (ข้าพเจ้าเองด้วยคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าโง่หรือเปล่า แต่ตอนนั้นไร้เดียงสา เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ว่าคนเล่าจะกุเรื่องไปหาพระแสงของ้าวอะไร ก็เลยเชื่อซะงั้น...แต่ไม่ได้เชื่อไอ้ข่าวที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนะ ข่าวข้างต้นนั่นฟังเขาเล่ามาหลังจากเดียงสาแล้วนานมาก) ก็คงพอ ๆ กับแฟนเพลงที่เชื่อว่าเคราเซอร์ฆ่าพ่อตายนั่นแหละ แต่จริง ๆ แล้วคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้โอเวอร์นิดหน่อยอยู่แล้วมากกว่านะ)

ตอนแรกอ่านแล้วรู้สึกเข้าใจโซอิจิ เพราะในโลกทุกวันนี้ คงจะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่ได้เป็นคนที่ตัวเองอยากเป็น (หากคุณเป็นคน ๆ นั้นก็ยินดีด้วย รักษามันเอาไว้ให้ดี ๆ) มีคนอีกเยอะแยะที่จริง ๆ แล้วแอบเกลียดตัวเอง เพราะตัวตนที่เป็นกับตัวตนที่อยากเป็นมันเป็นคนละเรื่องกัน นี่ว่ากันเฉพาะปัจจัยที่เราควบคุมตัวเองได้ล้วน ๆ เลยนะ อย่างพวกความกล้าหาญ ความฉลาด ทัศนคติในการมองโลก ความขี้อิจฉา ความหึงหวง ฯลฯ สิ่งที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมากำกับพวกนี้ คนเรายังควบคุมมันลำบาก นับประสาอะไรกับบทบาทที่มีสังคมคาดหวังและครอบเอาไว้ให้ อย่างการที่โซอิจิต้องเป็นเคราเซอร์

แต่พอลองมาคิดอีกที ชักไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะเข้าใจโซอิจิจริงไหม โอเค มันสนุกดีเมื่อเราเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างนอก มองเข้าไปจากสายตาของบุคคลที่สามที่ไม่ใช่ทั้งโซอิจิและแฟนเพลง แต่สิ่งที่โซอิจิทำคือการโกหก และถ้าเราเป็นแฟนเพลง เราคงเสียความรู้สึกอย่างยิ่ง

อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากเป็นแบบเดียวกับโซอิจิ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเป็นนั้น ส่วนใหญ่ความขัดแย้งระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนที่ต้องเป็นนั้นไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะมันเป็นตัวตนที่สร้างมาจากปัจจัยภายนอก อย่างข้าพเจ้าไม่อยากเป็นสัตวแพทย์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่จะพาหมามารักษา เพราะข้าพเจ้าสามารถรักษาได้ ต่อให้บอกกับเคสว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้อยากเป็นเลย ไอ้สัตวแพทย์นี่ อยากเป็นนักบินอวกาศ หรืออยากเป็นนักสำรวจไปขุดขั้วแกนแม่เหล็กโลก มาตรฐานการรักษาก็ไม่ได้ตกต่ำลง และไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาระหว่างเจ้าของหมากับหมอ (หรือจะเกิด?) ตราบเท่าที่ยังรักษาหมาหาย และไม่ได้เก็บค่ารักษาขูดเลือดเพื่อเอาไปสร้างยานอวกาศ

 แต่ในกรณีของเคราเซอร์มันไม่ใช่ ความขัดแย้งระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนที่ต้องเป็นของเขา มันก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธา เพราะตัวตนที่เขานำเสนอ เป็นตัวตนที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นปัจจัยภายในตัวของเขาเอง

เหมือนวง Visual ที่ออกมาประกาศตอนดังแล้วว่าจริง ๆ แล้วไม่อยากแต่ง Visual เลย แต่จำเป็นต้องทำเพราะขี้หมูขี้หมามันก็ขายได้ หรือนักเขียนนิยายวายออกมาสารภาพว่าจริง ๆ แล้วตัวเองไม่ได้เป็นวาย แต่เขียนหลอกสาววายเพื่อเรียกเรตติ้ง ฯลฯ

มันเป็นการโกหก ที่ต่อให้สมองเข้าใจ แต่หัวใจก็ไม่

เพราะงั้น ถึงจะยังหัวเราะให้กับการ์ตูนเรื่อง DMC ต่อไป แต่ก็ทำใจให้อภัยโซอิจิไม่ได้อยู่ดี

ป.ล. ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่เพลง Setsugai ทำให้คิดถึง hide

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! อือ ไม่ได้คิดลึกถึงขนาดนั้นเลยค่ะ แต่ว่า DMC สนุกมาก ฮาสุดๆ >w< อยากดูฉบับ L เล่นจังเลยค่ะ เห็นเพลงแล้วตอนแต่งเป็นเคราเซอร์เหมือนดีนะ ^^

#1 By yaoi-fangirl on 2009-01-16 23:33

เพิ่งได้ซื้อการ์ตูนเรื่องนี้มาอ่านเช่นกัน อ่านแล้วชอบ

อ่อ... ผมฟังดนตรี เมทัล ส่วนเดท เมทัลต่างกับดนตรีเมทัลแนวอื่นอย่างไร ไม่ขออธิบาย เพราะคงต้องร่ายกันยาวถึงที่มา อีกทั้งการแยกแยะ จำเป็นต้องฟังจะได้ทราบถึงความต่างมากกว่าอธิบาย (ยกตัวอย่าง ถ้า Death Metal ให้ไปลองหางานของวง Death ดู หรืออาจจะ Canibal Corpse ก็ได้ ส่วน Nu Metal ลองหา LinkinPark LimpBizkit หรือ Korn)

สงสัยเหมือนกันว่าท่าน เคราเซอร์ที่ 1 คือใครฟะ งงมาก ดูทั้งแบบอนิเมชั่นแล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

สำหรับผม การ์ตูนเรื่องนี้สะท้อนภาพของคนในสังคมได้ดี ไม่ว่าจะที่ไหน

คยเราต่างมีความฝัน แต่โลกความจริงไม่ได้เป็นดังหวัง จะยอมรับในทางที่ต้องเดินต่อไป แล้วถูกสิ่งนั้นกลืนกิน หรือจะหันกลับไปมุ่งสู่ฝันที่หวังดี...

สำหรับเนงิชิ ผมว่า เขายังมีความสุขดี เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ยังพอมีเวลาให้ได้ทำในสิ่งที่เขารัก แม้จะไม่มีใครยอมรับก็ตาม

#2 By โลกมืด on 2009-01-16 23:37

รีวิวได้น่าอ่านมาก โดยเฉพาะบทวิเคราะห์ทำให้น่าอ่านขึ้นไปอีก

#3 By 609 on 2009-01-17 03:07

ไม่ได้อ่านเรื่องนี้อ่ะค่ะ
ตอนอยู่ญี่ปุ่น เห็นข่าวที่จะทำเป็นหนังเหมือนกัน
เลยยิ่งไม่อยากอ่านใหญ่เลย แฮ่ๆ

แต่อ่านนักโทษประหาร 042 นะคะ
ยังซื้อไม่ครบเลย เหอๆ

#4 By Dare? on 2009-01-17 11:37

"ในโลกทุกวันนี้ คงจะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่ได้เป็นคนที่ตัวเองอยากเป็น"
คิดได้ดีมากค่ะ มองเรื่องและแก่นเรื่องได้ลึกซึ้งทีเดียว
ไปเขียนรีวิวลงนิตยสารได้เลย

ตัวพล็อตน่าสนใจมาก จะลองไปหาอ่านดูbig smile
ได้ยินเรื่องนี้ตอนเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่าอนิเมนั้นเพลงเปิดexplicitมาก ที่แท้ฮาแตกนี่เอง ดิฉันเองกลับเห็นด้วยกับการให้ความฝันเป็นความฝันน่ะ ไม่ต้องทำก็ได้ โห พูดอย่างนี้ฟังดูโกดร้าย(ก๊ากกกก) แต่แอบรู้สึกว่าถ้าทุกคนทำตามความฝันได้ก็ดี แต่จริงๆแล้วมันทำไม่ได้หรอก ลืมตาเสียแล้วยอมรับ (โอ้ย เขียนเองก็ปวดใจเองฮา แต่คิดอย่างนี้จริงๆนะคะ) เห็นว่าเรื่องนี้มีเป็นหนังด้วย แต่อนิเมน่าจะฮากว่านัก=[]=

#6 By songsage on 2009-01-17 18:08

เรื่องนี้เห็นมีหลายคนเร็คคอมเมนต์ให้อ่าน แต่กลับรู้สึกว่ารีวิวต่างๆ มันกว่าเรื่องจริงเสียอีก

เป็นบลอคอื่นไปพร้อมๆกับของคุณอนม. มีเสียงเพลง หลงกล ของหินเหล็กไฟดังไปพร้อมๆกัน เนื้อหาและแนวเพลงเข้ากั๊นเข้ากัน จนนึกว่าคุณอนม.แปะไว้ในเอนทรี่ sad smile

#7 By ffr -_- on 2009-01-18 19:42

อืม!อยากเล่นกีตาร์
เป็นบ้างจังbig smile

#9 By o^o..tugta..*v* on 2009-01-19 12:58

อ๋อออ มันเป็นการ์ตูนมาก่อนเหรอครับเนี่ย

พอดีช่วงวันหยุด ผมได้เข้าร้านเช่าหนัง

ก็เหลือบไปเจอเรื่องนี้และก็เช่ามาดู ฮาเฮกันไป สนุกมากครับ

แม้จะยังไม่เคยอ่านการ์ตูน

ฮ่าๆๆๆconfused smile

#10 By NutDublur (112.142.56.100) on 2009-09-12 12:42

ใครฟังแนวเพลงพวกนี้จริงๆจะอธิบายได้ง่ายมากๆเลยครับ(แต่ผมไม่ได้ฟังนะ ฟังเบากว่านั้นหน่อยquestion ) คือ death metalเนี่ย เนื้อหาเพลงมันจะเน้นเกี่ยวกับการเสียดสี ทำลายล้าง ความตาย

สรุปคือแตกต่างกันตรงที่เนื้อหาน่ะแหละครับconfused smile

#11 By deathknell on 2009-10-29 12:27