Detroit Metal City ตัวตนตรงนี้ กับคนที่เธอเป็น
posted on 16 Jan 2009 20:12 by canineข้าพเจ้าไม่ได้อ่านการ์ตูนอย่างเป็นจริงเป็นจังมานานมากแล้ว
ที่ว่าไม่ได้อ่านการ์ตูนอย่างเป็นจริงเป็นจังนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่อ่าน จริง ๆ ก็อ่านอยู่ เพียงแต่ไม่ลุ่มหลงเข้มข้นเหมือนสมัยเด็ก ๆ ที่บ้าคลั่งซื้อการ์ตูนเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ละเล่มอ่านเกินยี่สิบสามสิบรอบ อ่านจนไม่เหลืออะไรจะให้อ่าน อ่านจนท่องไดอะล็อกได้ก็ยังอ่าน แถมยังรอคอยเล่มต่อไปอย่างใจจดใจจ่อแทบนับวันนับคืนรอ
สมัยนี้ข้าพเจ้าอ่านการ์ตูนแบบอ่านไปงั้น ๆ อ่านไปแกน ๆ เล่มใหม่ออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เล่มเก่าเนื้อหาจบลงตรงไหนก็ไม่ได้จำ อ่านเพราะรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองโตแล้ว ความรู้สึกลุ่มหลงล้ำลึกที่เคยมีเหมือนสมัยยังเด็กมันเลยคลายลง หรือว่าการ์ตูนสมัยนี้มันไม่ค่อยหลากหลายเหมือนสมัยสำนักพิมพ์ไพเรทยังครองเมือง เมื่อไม่ต้องคิดมากว่ามันจะขายได้คุ้มค่าลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็เลยมีแม้กระทั่งการ์ตูนประเภท 'เหี้ยไรวะเนี่ย' ออกมาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ
(จริง ๆ แล้ว การ์ตูนลิขสิทธิ์สมัยนี้ก็มีไอ้ประเภท 'เหี้ยไรวะเนี่ย' ให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน)
ว่ากันตามจริง ก็ไม่ใช่ว่าการ์ตูนรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาจะไม่มีที่ดี ๆ ชอบ ๆ อย่างนักโทษประหาร 042 (เราชอบแต่คนอื่นคงไม่ชอบ เล่มสุดท้ายเลยราคาแทบจะต้องขายนามาซื้ออ่าน), อิคิงามิ หรือ Top Secret (ไม่เกี่ยวอะไรกับหนังสือขายดีที่โฆษณากันตูมตามตามร้านหนังสือนั่นซักนิด) แต่ชอบมันก็แค่ชอบ ชอบแล้วก็อ่าน อ่านแล้วก็จบไป อาจจะเอาไปคิดบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดื่มด่ำซาบซึ้งเหมือนเวลานั่งอ่านการ์ตูนสมัยก่อน
กำลังเข้าใจว่าตัวเองคงจะแก่ คงจะไร้จินตนาการ คงจะอ่านการ์ตูนแบบเนือย ๆ เซ็ง ๆ ไม่สนุกอีกแล้วไปตลอดชาติ
ก็พอดีมาเจอกับการ์ตูนเล่มนี้เสียก่อน

เอื้อเฟื้อรูปโดยไม่ได้บอกเจ้าของ จาก Amazon ฝรั่งเศส
Detroit Metal City - การ์ตูนที่ทำให้การเดทกลายเป็นการนั่งเอาจมูกชนหน้าหนังสือแล้วหัวเราะกั่ก ๆ ๆ ใส่หม้อสุกี้เดือดปุด ๆ
หากคุณไม่เคยอ่านมาก่อน Detroit Metal City เป็นเรื่องของโจฮาเนส เคราเซอร์ที่ 2 (ใครช่วยบอกทีว่าเคราเซอร์ที่ 1 เป็นใคร?) นักร้องและมือกีตาร์วง Death Metal (เขาว่ามางี้ แต่จริง ๆ เจ้าของ blog ไม่รู้ว่า Death Metal คืออะไร ต่างกับ Heavy Metal ตรงไหน แล้ว Nu Metal แยกออกมาด้วยอะไร...หากมีผู้รู้กรุณาอรรถาธิบายก็จะเป็นพระคุณ) ชื่อ Detroit Metal City เหมือนกับชื่อเรื่องนั่นแหละ วงดนตรีวงนี้เป็นวงดนตรีใต้ดินระดับเทพเมทัล มีแฟน ๆ ติดตามเลื่อมใสมากมาย ทั้งด้วยเพลงที่โดนใจ และประวัติศาสตร์อันแสนสะใจของนักร้องนำ
กล่าวกันว่า เมื่อแรกเกิด เคราเซอร์ก็พูดออกมาว่า "ฆ่าฉันเถอะ" (ไม่มีรายละเอียดว่าบอกกับพ่อ กับแม่ กับหมอตำแยหรือกับพยาบาลทำคลอด) และเมื่อเติบโตขึ้น เคราเซอร์ก็ฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่ และคงจะกลายเป็นฆาตกรโหดแสนชั่วร้ายไปแล้วถ้าไม่ได้มาเป็นนักดนตรี (ไอ้ที่ทำมาแล้วยังไม่เรียกว่าฆาตกร?) นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่าถึงแม้ตอนนี้จะเป็นนักดนตรีแล้ว แต่เคราเซอร์ก็ยังไม่คลายความชั่วร้ายที่ติดมากับกมลสันดาน วันดีคืนร้าย เคราเซอร์กับเพื่อนร่วมวงทั้งสอง (จากี้ซามะมือเบส กับคามิวส์มือกลอง) ก็ยังคงร่วมมือกันทำเรื่องชั่วช้า อย่างการฆ่าตำรวจ หรือข่มขืนหญิงสังเวยอยู่เป็นเนืองนิจ
เนื้อหาลัดดาน่าแบน
ลืมไอ้ที่เขียนข้างบนนั่นซะ ล้างหน้าแล้วมาดูกันใหม่ อันที่จริงเคราเซอร์ไม่ได้ชื่อเคราเซอร์ เคราเซอร์เป็นแค่ตัวตนยามเมคอัพยังติดทนอยู่บนหน้าของเนงิชิ โซอิจิ ชายหนุ่มหน้าเด๋อด๋าธรรมดา ๆ จากอินุไก ซึ่งมุ่งหน้าจากบ้านมาสู่โตเกียวด้วยความหวังว่าอยากเป็นนักร้องเพลงรักหวานซึ้งตรึงอารมณ์ที่ทำให้คนฟังซาบทรวงสะท้านด้วยความอบอุ่นและบรรยากาศอันแสนหวานเหมือนกุหลาบงามยามบาน...แต่โลกไม่ได้ง่าย และอะไรที่โซอิจิอยากร้องก็ไม่มีคนอยากฟัง โซอิจิเลยต้องกลายมาเป็นเคราเซอร์ ร้องเพลงกระโชกโฮกฮากด่าพ่อล่อแม่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองรักแม่จะตาย โทรศัพท์ไปอ้อนแม่ทุกเย็น
ในขณะที่แฟน ๆ บ้าคลั่งกันจะเป็นจะตาย ทุกครั้งที่จบคอนเสิร์ต โซอิจิกลับต้องมานั่งคอตก ห่อเหี่ยวกับการแสดงแสนดิบเถื่อนที่ตัวเองทำลงไป และถึงแม้จะไม่ได้อยากทำสักหน่อย แต่โซอิจิกลับสวมบทบาทนักดนตรีนรกแตกนั่นได้อย่างสมจริงสมจังขนาดที่ไม่เคยมีใครพิศวงสงสัยในความชั่วร้ายของเคราเซอร์เลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่ข่าวลือฆ่าพ่อล่อแม่แต่ละอย่างที่ออกมา มันสุดแสนจะเหลือเชื่อ
แถมสถานการณ์ตกกะไดพลอยโจนแต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้โซอิจิถลำลึกลงกับความเป็นเคราเซอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ
(ทำไมรู้สึกว่าตัวเองเล่าแล้วกลายเป็นการ์ตูนชีวิตออกแนวโอชินไปซะเฉย ๆ? ความจริงการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลกโปกฮานะ)
อ่านแล้วตลกดี เป็นการ์ตูนเรื่องแรกในรอบหลายปีที่อ่านซ้ำได้มากกว่าสิบรอบภายในเวลาไม่กี่วัน แล้วก็หัวเราะไปกับสถานการณ์เปิ่น ๆ เป๋อ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ที่โซอิจิต้องเผชิญแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้ทุกครั้ง
มันสนุก เพราะเคราเซอร์ไม่ได้เป็นเคราเซอร์ แต่เป็นโซอิจิ และก็สนุกตรงที่โซอิจิไม่ได้เป็นโซอิจิ แต่ต้องเป็นเคราเซอร์
(ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่แอบนึกวูบไปถึง J-Rock สมัย X-Japan เข้ามาฮิตในไทยใหม่ ๆ ข่าวสารอะไรยังไม่ค่อยมี มีคนกุข่าวเล่าเป็นตุเป็นตะว่า Yoshiki นุ่งกระโปรงไปเรียนมัธยมบ้าง มีเด็กรุ่นน้อง -ซึ่งต่อมาเป็นนักร้องหรือนักดนตรีอะไรซักวงนี่แหละ จำไม่ได้- มาสารภาพรักบ้าง น่าสงสัยว่าโรงเรียนมัธยมในญี่ปุ่นนี่มันมีอยู่โรงเรียนเดียวหรือไง นักดนตรีหน้าไหน ๆ เลยต้องมาเรียนโรงเรียนนี้หมด...ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าเชื่อขนาดนั้น ก็ยังอุตส่าห์มีคนเชื่อเข้าไปได้ (ข้าพเจ้าเองด้วยคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าโง่หรือเปล่า แต่ตอนนั้นไร้เดียงสา เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ว่าคนเล่าจะกุเรื่องไปหาพระแสงของ้าวอะไร ก็เลยเชื่อซะงั้น...แต่ไม่ได้เชื่อไอ้ข่าวที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนะ ข่าวข้างต้นนั่นฟังเขาเล่ามาหลังจากเดียงสาแล้วนานมาก) ก็คงพอ ๆ กับแฟนเพลงที่เชื่อว่าเคราเซอร์ฆ่าพ่อตายนั่นแหละ แต่จริง ๆ แล้วคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้โอเวอร์นิดหน่อยอยู่แล้วมากกว่านะ)
ตอนแรกอ่านแล้วรู้สึกเข้าใจโซอิจิ เพราะในโลกทุกวันนี้ คงจะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่ได้เป็นคนที่ตัวเองอยากเป็น (หากคุณเป็นคน ๆ นั้นก็ยินดีด้วย รักษามันเอาไว้ให้ดี ๆ) มีคนอีกเยอะแยะที่จริง ๆ แล้วแอบเกลียดตัวเอง เพราะตัวตนที่เป็นกับตัวตนที่อยากเป็นมันเป็นคนละเรื่องกัน นี่ว่ากันเฉพาะปัจจัยที่เราควบคุมตัวเองได้ล้วน ๆ เลยนะ อย่างพวกความกล้าหาญ ความฉลาด ทัศนคติในการมองโลก ความขี้อิจฉา ความหึงหวง ฯลฯ สิ่งที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมากำกับพวกนี้ คนเรายังควบคุมมันลำบาก นับประสาอะไรกับบทบาทที่มีสังคมคาดหวังและครอบเอาไว้ให้ อย่างการที่โซอิจิต้องเป็นเคราเซอร์
แต่พอลองมาคิดอีกที ชักไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะเข้าใจโซอิจิจริงไหม โอเค มันสนุกดีเมื่อเราเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างนอก มองเข้าไปจากสายตาของบุคคลที่สามที่ไม่ใช่ทั้งโซอิจิและแฟนเพลง แต่สิ่งที่โซอิจิทำคือการโกหก และถ้าเราเป็นแฟนเพลง เราคงเสียความรู้สึกอย่างยิ่ง
อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากเป็นแบบเดียวกับโซอิจิ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเป็นนั้น ส่วนใหญ่ความขัดแย้งระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนที่ต้องเป็นนั้นไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะมันเป็นตัวตนที่สร้างมาจากปัจจัยภายนอก อย่างข้าพเจ้าไม่อยากเป็นสัตวแพทย์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่จะพาหมามารักษา เพราะข้าพเจ้าสามารถรักษาได้ ต่อให้บอกกับเคสว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้อยากเป็นเลย ไอ้สัตวแพทย์นี่ อยากเป็นนักบินอวกาศ หรืออยากเป็นนักสำรวจไปขุดขั้วแกนแม่เหล็กโลก มาตรฐานการรักษาก็ไม่ได้ตกต่ำลง และไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาระหว่างเจ้าของหมากับหมอ (หรือจะเกิด?) ตราบเท่าที่ยังรักษาหมาหาย และไม่ได้เก็บค่ารักษาขูดเลือดเพื่อเอาไปสร้างยานอวกาศ
แต่ในกรณีของเคราเซอร์มันไม่ใช่ ความขัดแย้งระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนที่ต้องเป็นของเขา มันก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธา เพราะตัวตนที่เขานำเสนอ เป็นตัวตนที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นปัจจัยภายในตัวของเขาเอง
เหมือนวง Visual ที่ออกมาประกาศตอนดังแล้วว่าจริง ๆ แล้วไม่อยากแต่ง Visual เลย แต่จำเป็นต้องทำเพราะขี้หมูขี้หมามันก็ขายได้ หรือนักเขียนนิยายวายออกมาสารภาพว่าจริง ๆ แล้วตัวเองไม่ได้เป็นวาย แต่เขียนหลอกสาววายเพื่อเรียกเรตติ้ง ฯลฯ
มันเป็นการโกหก ที่ต่อให้สมองเข้าใจ แต่หัวใจก็ไม่
เพราะงั้น ถึงจะยังหัวเราะให้กับการ์ตูนเรื่อง DMC ต่อไป แต่ก็ทำใจให้อภัยโซอิจิไม่ได้อยู่ดี
ป.ล. ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่เพลง Setsugai ทำให้คิดถึง hide

) คือ death metalเนี่ย เนื้อหาเพลงมันจะเน้นเกี่ยวกับการเสียดสี ทำลายล้าง ความตาย
#1 By yaoi-fangirl on 2009-01-16 23:33