คุณเคยเรียนลูกเสือ เนตรนารี หรือยุวกาชาดใช่ไหมคะ?

คุณจำอะไรเกี่ยวกับมันได้บ้าง?

ตลอดชั้นประถมและมัธยม ข้าพเจ้าเรียนเนตรนารีค่ะ กล่าวกันว่าเนตรนารีคือลูกเสือหญิง นอกจากนุ่งกระโปรงเขียวแล้ว เนตรนารีต้องฝึกเหมือนลูกเสือชายทุกอย่าง มีคนบอกว่ายุวกาชาดสบายกว่า แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นยุวกาชาด จึงไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

นอกเหนือจากเข้าค่ายปีละครั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษ (แสนสนุกสำหรับบางคน และยาขมสำหรับอีกบางคน) ข้าพเจ้าต้องแต่งชุดเนตรนารีสัปดาห์ละวัน ต้องใส่ผ้าพันคอแสนอึดอัด ต้องขัดหัวเข็มขัดและเข็มให้เงาวับ ต้องซื้อไม้ง่ามมาถือเดินไปเดินมา ต้องเรียนเรื่องเมาคลี ต้องร้องเพลงลูกเสือเขาไม่จับมือขวา (และต้องยื่นซ้ายมาจับมือกันมั่น) ต้องฝึกตอนบ่าย วิ่ง ตั้งแถว ท่ามกลางอากาศร้อนผ่าวช่วงบ่ายสามโมง

มาคิดดูตอนนี้ ข้าพเจ้าไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าทำไปเพื่ออะไร

โอเคว่าบางอย่างมีคุณประโยชน์อยู่บ้าง การฝึกทำให้เราอดทน รู้จักความลำบาก รู้จักระเบียบวินัย รู้จักการสามัคคีรวมใจ ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การเรียนผูกเงื่อนทำให้เราเอาไปประยุกต์ใช้ได้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ขี้หมูขี้หมาก็ผูกคอตายได้

แต่นอกเหนือจากนั้น ข้าพเจ้าไม่สู้แน่ใจ

ชุดลูกเสือ ชุดเนตรนารี ชุดยุวกาชาด หมายถึงความสิ้นเปลืองที่พ่อแม่ต้องเพิ่มขึ้น ไม่นับค่าเชือก (ครูจะฟาดคุณถ้าคุณอุตริเอาเชือกกล้วยหรือเชือกฟางมาเข้าเรียนวิชาเงื่อน) ค่าไม้ง่าม (ครูคงไม่ว่าอะไรถ้าคุณจะไปตัดไม้ง่ามแถวบ้านมาใช้เอง แต่อย่าลืมทาสี + ปลอกทองเหลือง) ค่ายาขัดทองเหลือง (สำหรับลูกคนมีสตางค์ ตลับนึงก็ไม่กี่สตางค์ แต่คนที่ไม่มีมันก็ไม่มี และคนที่มีก็ต้องรับหน้าที่พระเวสสันดร ให้เพื่อนขอไปขัดทุกครั้ง การถูกฟาดเพียงเพราะทองเหลืองมันดำตามธรรมชาติของมันนั้นไม่สนุกเลย และเด็ก จะยากดีมีจนอย่างไรมันก็เพื่อนกัน ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่คบกันด้วยฐานะเงินตรา) เมาคลีอาจเป็นอะไรที่มากกว่านิทาน แต่สำหรับเด็ก มันก็คือนิทาน หมาป่าที่อุตริเอาลูกคนมาเลี้ยงเป็นฝ่ายถูก และเสือที่แค่ล่าสัตว์กินตามปกติเป็นฝ่ายผิด ลิงเป็นตัวร้าย เพราะงั้นเราควรดีใจที่มันถูกงูจับกิน เวลาเจอกันต้องจับมือซ้าย เป็นการรำลึกถึงลอร์ด เบเดน พาวเวลล์ หนึ่งในผู้บุกรุกอเมริกาฆ่าอินเดียนแดง จนอินเดียนแดงไม่ไว้ใจ ไม่ยอมจับมือขวาด้วยแม้ในภาวะสงบศึก เพราะกลัวถูกลอบกัด (ของถนัดของคนขาว) การยืนตั้งแถวตอนบ่ายแดดจ้า หมายถึงต้อกระจก มะเร็ง ร้อน เป็นลม และคำถามที่ว่า ทำไมครูได้อยู่ในที่ร่ม (วะ)

ถ้าสมัยเด็กมีความกล้าเหมือนตอนนี้ก็คงดี จะได้ถามครูว่าทำไม ทำไม ทำไม

จะได้เลิกสงสัยซะทีว่าวิชานี้มันมีประโยชน์คุ้มไหมเมื่อเทียบกับวิธีปฏิบัติ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

โอ้ เคยเรียนเนตรนารีตอนประถมเหมือนกันค่ะ เค้าสอนหลายเรื่องดีเหมือนกัน แต่จำไม่ได้ซักเรื่องยกเว้นวิธีผูกเงื่อนบางเงี่อน ตอนมัธยมเรียนผู้บำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งไม่ทำอะไรเหมือนกันนอกจากร้องเพลงและเก็บขยะในโรงอาหารบางครั้ง (ยังดีที่อยู่ในที่ร่ม) เลยงงๆอยู่เหมือนกันว่าเรียนไปทำไม?

แต่เห็นว่าหลายคนได้รู้จักกับฝรั่งตอนไปงานลูกเสือโลก แถมยังได้แฟนฝรั่งติดกลับมาด้วยแน่ะ (น่าอิจฉาจัง)

#1 By yaoi-fangirl on 2008-01-03 23:09

อืม เอาไปคิดด้วยคนsad smile

#2 By I [is am are] ก๋อง on 2008-01-03 23:12

ไงๆ ก็เป็นวิธีฝึกที่ปรับปรุงมาจากการฝึกพระราชทานในสมัยร.6 ครับ จริงๆ แล้วแต่ดั้งเดิมมันคือการฝึกวิชาทหารรูปแบบหนึ่ง ที่นอกเหนือจากการประจัญบานในสนามรบ (พูดง่ายๆ คือฝึกรบสไตล์กองโจรที่มีมาแต่สมัยพระนเรศวรน่ะเองครับ) ร.6 ท่านทรงเล็งเห็นว่าการรบแบบนี้น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ใด้ในสงครามจึงมีพระราชดำริจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นมา เผื่อฉุกเฉินยังไงจะได้ส่งไปช่วยกองทัพหลักได้

ต่อมาก็ได้ฝึกยุวชนทหาร (ซึ่งสมัยนั้นก็ลูกท่านหลานเธอแหละครับ) เป็นวิชาลูกเสือ ฝึกให้เยาวชนมีร่างกายที่พร้อมต่อการป้องกันประเทศ โตขึ้นจะได้ไม่อิหลักอิเหลื่อ ทำหน้าเหวอบนสนามรบ

จนมาถึงปัจจุบัน วิชาลูกเสือจึงกลายเป็นหลักสูตรบังคับ ให้เด็กๆ ฝึกกันหน้าดำตัวไหม้ ถามว่าได้อะไร มันก็ได้ตามที่กล่าวไว้ข้างบนแหละครับ แต่ถ้าจะพูดว่า "ก็เดี๋ยวนี้โลกมันสงบแล้วนี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องฝึกการรบเลย และฉันก็ไม่ได้คิดจะไปเป็นทหารด้วย"

จริงๆ ประเทศเรามีสิ่งที่เรียกว่า "กำลังสำรอง" ครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย เลยมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องของกำลังสำรอง (หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าพวก ร.ด. นั่นแหละครับ) จริงๆ แล้ว ร.ด. เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกำลังสำรอง (ถ้าเรียนต่อไปถึง ม.4 จะรู้จักคำว่า "สับเซ็ต" หมายถึงส่วนย่อยที่รวมกลุ่มกันในส่วนใหญ่อีกทีหนึ่ง) กำลังสำรองในที่นี้รวมถึงทหารกองหนุน กองเกิน ร.ด. และประชาชนตาดำๆ อาสาสมัครต่างๆ ที่มีขึ้นในยามสงครามครับ มีหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งถ้าแบตก้อนแรก (ซึ่งก็คือกำลังหลัก) หมด ชาติก็จะนำกำลังสำรอง ขึ้นมารบแทน แล้วทีนี้ถ้าชาติใหนที่มีกำลังสำรองที่เติมได้ไม่อั้นแบบบุฟเฟต์ ก็จะยิ่งได้เปรียบ เหมือนได้ใส่สูตรอมตะหรือกระสุนไม่หมดเลยครับ

และที่เห็นว่า โลกเราเลิกการแข่งกันด้วยกำลังรบ แต่หันมาแข่งกันด้วยกำลังเศรษฐกิจ จึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหาร แต่จริงๆ แล้ว แต่ละประเทศก็เหมือนกำลังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่อ่ะครับ พร้อมจะขย้ำใส่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (บางประเทศเขี้ยวใหญ่ ก็ขย้ำใส่บางประเทศไปแล้ว)ทางเราจึงไม่ประมาถ ต้องเตรียมกำลังให้พร้อมอยู่ตลอดเวลาครับ

ต้องขออภัยด้วยนะครับที่พิมพ์ซะยาว เหมือนมาป่วนบล็อกยังไงไม่รู้ แต่เป็นความคิดเห็นหนึ่งที่ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องมีการเรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เผื่อใครเห็นและคิดว่าน่าสนใจจะนำไปอ้างอิงหรืออะไรก็ได้ครับ...แต่ถ้าถามเหตุผลส่วนตัว...

ยังไงๆ ผมก็ไม่ชอบวิชาทหารอยู่ดี ไม่รู้จะเรียนไปทำไม หนัก เหนื่อย ลำบาก ทรมาน นู่นนี่ ไม่สะดวก ต่างๆ นานาเลยครับ T^T

#3 By +:~: - Chocohime - :~:+ on 2008-01-04 00:02

ตอนเด็กๆเรียนเนตรนารีค่ะ ต้องนุ่งกระโปรงเขียว ม้วนผ้าพันคอ ม้วนเชือก แต่ของที่รร.ถือไม้พลองค่ะ เนตรนารีถึกมาก

ส่วนตัวแล้วมีแต่ความทรงจำที่ดีสนุกๆกับวิชานี้ค่ะ เข้าค่ายบางครั้งก็ทรมานทรกรรม แต่ก็ยังรู้สึกสนุกอยู่ดีแม้ว่าจะทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทั้งอ่านเข็มทิศ หุงข้าวบนเตาถ่านที่ลงเอยด้วยการทำหน้าตัวเองไหม้ไปข้างนึง กางเต็นท์ได้ห่วยจนผ้าใบหย่อนลงมาถูกับปลายจมูกเวลานอน ผูกเงื่อนบ่วงสายธนูแบบรูดได้ทำให้อาจารย์ด่าลั่นๆ วัดความสูงของตึกด้วยดินสอไม่เป็นสับปะรดจนต้องแอบลอกคำตอบเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำขวดน้ำปลาแตกจนเหม็นกระเจิงกันไปทั้งตึก

แต่ก็นับเป็นความทรงจำที่ดีของวัยเด็กค่ะ ที่รร.ไม่ค่อยเข้มงวด แค่แต่งมาให้ครบเครื่องก็พอ ไม้พลองมีแจก ใช้เสร็จแล้วก็ส่งคืน เลยไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไร ที่เดือดร้อนคือเครื่องหมายที่ได้มา หาที่เย็บตรงแขนเสื้อไม่ค่อยได้ 555

จะว่าไป เขียนเอนทรีรำลึกความหลังเรื่องนี้สักหน่อยท่าจะดี หุหุ

#4 By naranjina on 2008-01-04 00:35

หลายๆเรื่อง เราคำนึงถึงวิธีปฏิบัติ มากกว่าว่า ทำไปเพื่ออะไร
เหมือนจุดธูป ไม่รู้ว่ารำลึกถึงอะไร ไม่จุดจะเป็นไงมั่ง
ยุคนี้เป็นยุคที่ให้ตั้งคำถามกับทุกๆสิ่ง
นอกจากจะให้ทำแล้ว ยังจะต้องบอกว่าทำ ทำไม
ไม่งั้นคนยุคนี้คงไม่ทำเป็นแน่ big smile
ตอนเรียนเป็นเนตรค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันเท่ดี 555
ตอนประถมเคยเป็นยุวมาแล้ว

ไม่รู้สิตอนนั้นเค้าให้เรียนก็เรียนไป อย่างน้อยก็หุงหาอาหาร กางเต้นท์ ผูกเชือกเป็นมั้ง แต่ไอ้เรื่องพิธีรีตองเรื่องไม้ง่าม หรืออะไรนั่น
จริงๆแล้วเค้าคงฝึกเรื่องวิธีการใช้ไม้ง่ามมากกว่าหรือเปล่า

ไม่เคยเห็นเด็กโดนครูตีเพราะไม้ง่ามทำเอง เพราะมันมีซื้อขายอ่ะ
เลยไม่รู้ซักทีว่ามีใครโดนตีเพราะเรื่องนี้เปล่าแฮะ สงสัยเหมือนกัน

#6 By gallantfoal on 2008-01-04 03:25

เข้าใจเหตุผลเช่นเดียวกับคุณ Prince Ame และคิดว่าบางคร้ั้งผู้ที่คิดมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งแต่ผู้นำไปปฏิบัติเข้าใจผิด ไม่เข้าใจ หรือด้วยอะไรก็เถอะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมามันเบี่ยงๆไปหน่อย และอาจจะด้วยการที่ขาดการทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของวิชานั้นๆด้วย

เห็นว่าถ้าจะให้ดีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีค่ะ

เรื่องบางอย่างเราไม่เห็นประโยชน์ของการเรียนในตอนนั้น แต่มาเห็นหลังจากนั้นมากมายก็มี ถ้าหากปรับปรุงเรื่องความเหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์แล้วน่าจะเข้าท่าไม่น้อย

ส่วนตัว มันเป็นเรื่องของการหัดอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ หัดมีสังคมที่เลือกไม่ได้ หัดการทำงานร่วมกัน แต่.... ไม่ชอบเรียนเหมือนกันค่ะ เพราะเป็นคนขี้เกียจโดยเฉพาะเวลาไปเข้าค่าย เป็นพวกรักสบายค่ะ เอิ๊กๆๆ ชอบเตียงนุ่มๆ

#7 By liamm on 2008-01-04 04:02

ลูกเสือไทยไม่ค่อยมีจิตวิญญาณเท่าที่ควร เพราะถูกบังคับ เราคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะต่างประเทศเขามีลูกเสือที่เป็นอาสาสมัครจริง ๆ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น

#8 By =*MoonShiNe Ze*= on 2008-01-04 05:42

เราเคยเรียนทั้งเนตรนารีและก็ยุวกาชาด

เนตรนารีจากที่สัมผัสมาเราว่าเรียนมันก็ดีนะทำให้สามัคคีกันด้วย ได้การใช้ประโยชน์จากเงื่อนต่างๆ ฝึกให้มีระเบียบวินัย อดทนๆ แล้วก็ฝึกให้ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ด้วยแต่มันร้อนต้องอยู่กลางแดด ภาคสนามกันเป็นชั่วโมงๆ แต่ก็ชอบ ยิ่งเข้าค่ายด้วยแล้วมันก็สนุกดี เดินทางไกลกันหลายๆกิโล แล้วจะเห็นว่าเพื่อนคนไหนมีน้ำใจช่วยเหลือกัน ชอบการกระโดดหอที่สุดเลยตื่นเต้นท้าทายดี มันมาก

ส่วนยุวกาชาด จะว่าไปก็ฝึกเหมือนเนตรนารีค่ะเพียงแต่ว่าจะภาคสนามน้อยกว่า ส่วนใหญ่จะถูกฝึกให้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเหมือนนางพยาบาล เกี่ยวกับงานผู้หญิงเน้นการปฐมพยาบาลเป็นหลัก แต่เวลาเข้าค่ายก็ฝึกเหมือนกับเนตรนารี.....แต่เราไม่ชอบยุวกาชาดนะเพราะมันไม่สนุกเท่าไหร่ sad smile

มันจะคุ้มมั๊ยกับที่เรียนมาก็ไม่รู้เหมือนกันนะแต่ว่ายังพอจะได้ใช้ประโยชน์ก็เมื่อไปเที่ยวตามป่าเขา ต้องกางเต้นเอง ติดเตาถ่าน ทำอาหารที่พอจะกินได้ เหอะๆๆ แล้วก็การปฐมพยาบาลเล็กๆน้อยเบื้องต้น ถ้าเจอเหตุการ์ณฉุกเฉินมันก็อาจจะทำให้เราตื่นเต้นน้อยลงถ้าเทียบกับไม่เคยเรียนรู้อะไรมาเลยมันอาจจะทำให้เราทำอะไรไม่ถูกเลยก็ได้นะ อันนี้ละมั๊งที่เป็นประโยชน์จากการเรียนเนตรนารีและยุวกาชาดที่เราได้รับมาอ่ะ แต่ละคนอาจจะได้รับไม่เหมือนกันอยู่ที่ว่าเราจะเอาอะไรจากการเรียนสิ่งนี้มาใช้มากกว่า big smile

#9 By ไอ้ตัวเล็ก on 2008-01-04 08:14

ป.1-4เรียนลูกเสือสำรอง
ป.5-6เรียนเนตรนารี
ม.1-3เรียนผู้บำเพ็ญประโยชน์ค่ะ
สนุกดีนะคะ ยกเว้นตอนเข้าแถวกลางแดดนี่แหละที่ไม่น่าพิศมัยเอาซะเลย

#10 By nunun on 2008-01-04 13:38

กลับมาเรียนซ้ำได้นะ

ถ้าต้องการconfused smile

#11 By ปีศาจ on 2008-01-04 15:21

เคยเป็นลมแดดตอนเรียนลูกเสือครั้งนึงเหมือนกันครับsad smile

#12 By Ripley on 2008-01-04 16:14

คิดเหมือนกันเลยค่ะ 5555+

นานาก็ไม่ชอบตอนเรียน ไม่ชอบชุดด้วย ร้อน
ไม่เห็นจะได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย นั่นก็จริงแหละ
แต่ตอนไปค่ายสนุกมาก เหมือนไปเที่ยวมากกวา

เรียนไปงั้นแหละค่ะ ไม่เคยระลึกถึงจิตวิญยงจิตวิญญาณอะไรนั่นเลยsad smile

#13 By นานาาา on 2008-01-04 19:44

รู้สึกว่าไร้สาระสิ้นดี ครูที่สอนลูกเสือก็เป็นครูสอนพละ ถ่อยสิ้นดี บ้าอำนาจ ไม่มีสมอง ใช้กำลังเป็นอย่างเดียว เหมือนวัวเหมือนควาย พอถึงวันที่มีชั่วโมงลูกเสือทีไร เซ็ง ไม่อยากแต่งชุดมันเลย ไม่รู้จะไว้ทำไม ถ้าใครไม่แต่งมา โดนตีแล้วจะให้แต่งมาพรุ่งนี้คนเดียว ตอนเข้าค่ายก็จะเราไปทรมาน ตอนม.1 เข้าค่ายวันแรกให้เดินทางไกล เรากำลังไม่ยากเดินพอดี อยู่ดีๆ เกิดปวดท้องอย่างแรกกะทันหัน ครูก็เลยพาไปหาหมอแล้วให้นั่งพัก พอตอนม.2 เกิดแพ้ขี้ฝุ่นอย่างหนัก เพราะมีแต่คนเดินเตะฝุ่นใส่หน้า ขี้มูกไหล จามจนพูดไม่ออก เดินไปไม่ถึงครึ่งทาง ครูก็เลยให้นั่งรถกลับไปนั่งพัก ส่วนม.3 เราก็เลยไม่ไปเข้าค่ายซะเลยทั้งที่ครูชอบขู่ว่าจะให้ "มผ" และจะไม่จบม.3 สุดท้ายก็ให้ "ผ" เราก็จบม.3 แล้วก็สร้างชื่อให้โรงเรียนด้วยการสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งบนถนนพญาไท

#16 By เปิ้ล (125.24.116.77) on 2009-10-29 16:57

สวัสดีค่ะ!
หนูอยากจะทราบว่า...เงื่อยกากะบาดกับเงื่อนทแยงมุมมีวิธีการผูกยังไงคะ ถ้าเป็นไปได้เป็นรูปขั้นตอนมาก็ดีนะคะ พึ่งไปเข้าค่ายมา คุณครูสอนยากมากๆเลย ทำเท่าไรก็ทำไม่ได้ แต่คณครู...ทำเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆเลยล่ะค่ะ แล้วอาทิตย์หน้าในวันพุธ โรงเรียนจะสอบเงื่อน2เงื่อนนี้ ขอให้ผู้ที่ได้อ่านข้อความของหนูึทุกๆท่าน หากมีข้อมูลดีๆ ก็ขอให้มาบอกลงในอีเมล์ของหนูด้วยนะคะ yingnoi_Lee@windowslive.com ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
หนูจะสอบให้เต็มที่เลย สู้ๆquestion

#17 By คนที่อยากรู้ลึก (58.8.10.251) on 2009-11-14 12:24

การเรียนลูกเสือมีปีประโยชน์สำหรับคนที่มีจิตสำนึกที่ดี มองโลกในแง่ดี ใจกว้างและคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมค่ะ ดิฉันก็เรียนลูกเสือ-เนตรนารีมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน และเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวมีประโยชน์ต่อเยาวชนมากอยู่เหมือนกัน นอกจากจะทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้นแล้ว ก็ยังทำให้รู้จักความสามัคคี ความเสียสละ การปรับตัวเมื่ออยู่ในสังคมหมู่มาก รู้จักการบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่น เรื่องเล่าต่างๆ ก็มีประโยชน์มีคติเตือนใจ หากเราสามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องแบบและอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ มันก็ไม่น่าจะมากมายหรือสิ้นเปลืองเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับ เรื่องอื่นๆ ที่เราต้องเสียไปในปัจจุบัน เช่น แฟชั่น หรือเทคโนโลยีต่างๆ
เวลาแค่ 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ ที่ต้องเรียนลูกเสือ-เนตรนารี น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการไปเที่ยวเตร๋ เล่นเกม เดินห้าง หรือคุยโทรศัพท์ในเรื่องไร้สาระแน่นอน

#18 By joy (223.206.189.254) on 2011-07-15 13:47

^
จริงหรือคะ?

#19 By K9 on 2011-07-15 21:22

อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่ามีประโยชน์ แต่อย่างน้อยผมก็ค่อนข้างคิดว่ามันก็ไม่ร้ายแรงนะฮะ จริงอยู่ว่ามาตรฐานสำหรับผู้ปกครองที่ฐานะไม่ร่ำรวยมากนัก มันหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าเรามองในเรื่องความสุขของเด็กเป็นหลัก ผมคิดว่าถ้าเราไปเซอร์เวย์ถามเด็ก จริงอยู่ ร้อย 50 หรือมากกว่านั้นอาจจะบอกว่าไม่ชอบ แต่ถ้ามันหมายถึงความสุขและกิจกรรมที่เด็กหลายคนได้กระทำร่วมกัน ถ้ามองในฐานะผู้ปกครอง ผมก็คิดว่ามันก็เป็นกิจกรรมน่ารักอยู่นะ เพราะการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้เขาเรียนรู้ว่าจำเป็นต้องปรับเข้าหาคนอื่นยังไง (และโดยเฉพาะยิ่ง เมื่ออยู่ในสภาวะหงุดหงิดทั้งคู่ เนื่องจากอากาศ =w=)

เด็กที่เรียนลูกเสือหรือเนตรนารีส่วนมากวุฒิภาวะจะยังน้อยอยู่ฮะ ลูกเสือและเนตรนารีมองในแง่หนึ่งอาจเป็นการปรับสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ดีขึ้นก็ได้ ทำให้เขารู้จักควบคุมนิสัยขณะที่อารมณ์หงุดหงิด มันก็โอเคนะ

#20 By Merticulous Mealstrom on 2011-07-18 13:36

ผมก็ชอบ น่ะ แต่ เสียอย่างเดียวให้ตอนดึกแล้วตื่นตี 5 มันดู เหมือนว่าให้เวลานนอนน้อยมากเลย เดินทางไกล 15 กิโลเมตร ผมแค่ 7 กิโลเมตร ก็ สลบ แล้ว

#21 By (113.53.54.33) on 2011-08-03 00:10

#22 By pop (103.7.57.18|125.24.80.155) on 2013-02-26 17:50

เรากว่าการเรียนลูกเสือ ไม่ไ้ด้ประโยชน์ทางตรงนะ แต่เป็นวิชาที่ทำให้ผู้เรียนเกิดระเบียบวินัย รู้จักรักษากฏระเบียบ มันเชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตในสังคมของเรา ว่าเราควรเคารพกฏระเบียบของสังคม ให้เหมือนการเคารพกฏของลูกเสือ มั้ง... นี่ขนาดเรียนลูกเสือมากันทุกคนยังไม่เคารพกฏเลย ถ้าไม่เรียนจะเป็นไง เฮอะๆ sad smile

#23 By ครู (182.93.200.182|182.93.200.182) on 2014-01-28 11:12