หมู่นี้เห็นนักเขียนเอาเมลล์ตอบกลับจากสำนักพิมพ์ (ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการพิจารณา) มาลงตามบอร์ดบ้าง ตาม blog บ้างอยู่บ่อย ๆ

ทุกครั้งที่เห็น มักจะถามตัวเอง (เพราะไม่สามารถไปถามเจ้าของกระทู้ หรือเจ้าของ blog ได้) ว่า จะดีหรือ?

แต่ไหนแต่ไรมา ข้อความในจดหมาย (ที่เป็นการติดต่อกันเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่จดหมายลูกโซ่จากพระครูวิจิตรธรรมโชติ) ถือเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคนส่งกับคนรับ โดยปกติตามมารยาทไม่มีใครอ่านจดหมายของคนอื่นกัน ยกเว้นคนสนิทกันมาก ๆ และได้รับอนุญาตจากเจ้าของจดหมายให้อ่าน

เมื่อเปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นอีเมลล์ ความรู้สึกของเจ้าของ blog ก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก รู้สึกว่าที่ไม่เหมือนกันก็แค่วิธีการส่งเท่านั้นเอง ส่วนสาระสำคัญในการสื่อสารข้อความของมันก็ยังอยู่ครบถ้วนไม่ไปไหน

ดังนั้น เมื่อในช่วงหลัง ๆ นักเขียนนำจดหมายตอบกลับจากสำนักพิมพ์มาลงในที่สาธารณะกันมากขึ้น เจ้าของ blog จึงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอย่างไรชอบกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อส่วนใหญ่ไม่ใช่จดหมายที่มีเนื้อความเพียงแค่...สำนักพิมพ์ขอแสดงความยินดีด้วย นิยายของคุณผ่านการพิจารณา...ให้เพื่อนร่วมบอร์ดหรือแฟน blog ได้เฮโลไปเลี้ยงฉลองถองเหล้ากัน แต่มักจะเป็นข้อวิจารณ์จากบรรณาธิการ ซึ่งถ้าไม่ผ่าน มันก็ต้องบอกข้อด้อยมากกว่าข้อดีอยู่แล้ว นักเขียนผู้ถูกปฏิเสธก็นำมาลง พร้อมกับออกตัวว่าจะเก็บไว้ปรับปรุงบ้าง แก้ต่างข้อด้อยที่บรรณาธิการว่าบ้าง ฯลฯ แต่โดยส่วนใหญ่ก็เห็นความจิตตก น้อยใจ หรืออาจถึงโมโหโกรธา ที่แฝงอยู่ในถ้อยคำของนักเขียน ซึ่งเพื่อน ๆ ของนักเขียนก็อาจจะปลอบบ้าง เชียร์บ้าง จิ๊จ๊ะบ้างไปตามแกน

ในมุมมองของนักเขียนผู้ได้รับเมลล์และเอาเมลล์ไปลง อาจไม่คิดอะไร นอกจากเอามาฟ้องเรียกร้องกำลังใจ

แต่ลองมองในมุมของบรรณาธิการแล้ว...ถ้าเราเป็นเจ้าของเมลล์ เจ้าของคำวิจารณ์ที่ถูกเอามาเผยแพร่วิจารณ์อีกต่อ...เราคงเครียด...

ไม่ใช่ไม่เข้าใจว่านักเขียนทุกคนเขียนด้วยความหวัง ส่งด้วยความหวัง เมื่อผิดหวัง ก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา เมื่อได้รับคำวิจารณ์เชิงติซึ่งหน้า ไม่แปลกที่หลายคนจะมีปฏิกิริยาปกป้องตัวเองอย่างเช่นการแก้ข้อกล่าวหา ถึงจะไม่สามารถแก้กับตัวบรรณาธิการผู้วิจารณ์โดยตรงได้ ก็แก้เอากับคนผ่านไปผ่านมาก็ยังดี...แต่มันเหมือนเอาสิ่งที่เราตั้งใจจะบอกกับตัวคุณโดยตรง เพื่อคุณเท่านั้น มาสู่สาธารณะ ในเชิงให้เพื่อนของคุณ หรือคนที่ผ่านไปผ่านมาใช้เป็นเป้าเอาหินปาอย่างไรชอบกล ถึงแม้ว่าเนื้อความในนั้นจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวก็ตามเถอะ

อย่างไรเสีย จดหมาย อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง...ซึ่งอาจแก่แล้ว อายุคงพอ ๆ กับบรรณาธิการของคุณนั่นแหละ...ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรจะมีสถานะเป็น 'ของส่วนตัว' อยู่ดี

อยากขอให้คิดมาก ๆ ก่อนที่จะเอาเมลทำนองนี้ลงพื้นที่สาธารณะกันนะคะ

เพราะบรรณาธิการของคุณอาจจะไม่ชอบใจนักก็เป็นได้

ป.ล. เจ้าของ blog ไม่ได้เป็นบรรณาธิการ และไม่เคยโดนใครเอาเมลล์มาแฉนะ อย่าเข้าใจผิดไป

ป.ล. 2 ดูลอดลายมังกรมาสามเดือนแล้ว ไม่จบซักที ไม่เข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงสามารถดูหนังทั้งซีรีส์จบได้ภายในสามวัน

ป.ล. 3 ใครก็ได้ช่วยบอกที ว่าไต้หวันนี่เค้าพูดภาษาอะไรกัน? แล้วเค้าพูดอังกฤษกันเก่งมั้ย?